กัญชาและร่างกายมนุษย์ 101 (Cannabis & Human Body 101)

พูดถึงกัญชาในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นแง่มุมของความเคลิบเคลิ้ม มึนเมา ที่เป็นภาพชินตาใน การมองกัญชาของสังคม ส่วนหนึ่งอาจเพราะยุคสมัยที่มีคําว่ายาเสพติดและการผิดกฎหมายเข้ามาเป็นองค์

ประกอบจึงเป็นเหตุให้กัญชาตกอยู่ภายใต้เงามืด โดยไม่มีการค้นคว้าวิจัยใดๆมาอย่างยาวนาน

การเข้ามาของวิทยาศาสตร์ และการค้นพบที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับ ระบบการทํางานของกัญชากับร่างกายมนุษย์ปลุกชีวิต และทําให้กัญชากลับเข้ามาอยู่ใต้แสงไฟที่สาดส่องอีกครั้งในฐานะกุญแจที่เปิดประตูไปสู่ความเข้าใจการทํางานของระบบร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคและการรักษาโรคต่างๆ ไปจนถึงการทําให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายในหลายประเทศ กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในปัจจุบันการทํางานของกัญชากับร่างกายมนุษย์คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงระบบการทํางานในร่างกายชื่อว่า

Endocannabinoid System (เอ็นโดแคนนาบินอยด์ ซิสเต็ม) ที่จะนําพาคุณลึกลงไปสู่การเดินทางของสาร Cannabinoids (แคนนาบินอยด์) จากกัญชาผ่านเข้าไปสู่ระบบการทํางานที่ซับซ้อนเพื่อให้เราได้เข้าใจการทํางานของกัญชากับร่างกายมนุษย์ได้มากขึ้น

การค้นพบ Endocannabinoid System แม้ว่ามนุษย์เราจะรู้จักและใช้กัญชามานานหลายพันปี แต่น่าประหลาดใจที่เราเพิ่งเริ่มต้นเข้าใจองค์ประกอบและโครงสร้างทางเคมีของกัญชาเอาเมื่อปีค.ศ.1964 โดยมีจุดเริ่มมาจากนักเคมีชื่อ

Professor Raphael Machoulam spoke at HUJI Talks – BOG 2018. Picture Captured from Canadian Friends of Hebrew University YouTube channel.

Raphael Machoulam (ราฟาเอล เมคูลัม) และทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์แมนประเทศอิสราเอลได้สกัดสารประกอบต่างๆ ในกัญชาเรียกว่าสาร Cannabinoids แยกเป็นหลายชุดและฉีด แต่ละชุดเข้าไปในลิงเพื่อค้นหาสาร สําคัญที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท จนได้พบสารชุดหนึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในลิงที่ปรกติจะมีความก้าวร้าวกลับสงบลงอย่างมีนัยยะสําคัญ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบสารสําคัญในกัญชาชื่อว่า Delta-9-tetrahydrocannabinol หรือ Δ9-THC ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้นั่นเอง

การค้นพบ THC ของ Machoulam ก่อให้เกิดการค้นพบสาร Cannabinoids ในกัญชาต่างๆเพิ่มมากขึ้น มีงานวิจัยออกมาอีกมากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่สามารถเข้าใจระบบการทํางานที่ซับซ้อนของ Cannabinoid ได้เพราะยังขาดตัวแปลสําคัญ จนกินเวลาไปเกือบ 30 ปี จึงได้มีการค้นพบครั้งสําคัญขึ้น อีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1991 Miles Herkenham และทีมวิจัย ได้ค้น พบตัวรับสารสื่อประสาท (Receptor) ของ THC ในร่างกายมนุษย์ ชื่อว่า CB1 ทีมวิจัยได้พบต่อมรับสารสื่อประสาทนี้ในระบบสําคัญ สําหรับการทํางานของสมองและร่างกายคือ Hippocampus (ความจํา), Cerebral Cortex (การรับรู้), Cerebellum (การทํางานรวมกันของระบบประสาทเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย), Basal Ganglia (การเคลื่อนไหว), Hypothalamus (ความต้องการ พื้นฐานเช่น ความหิว, การสืบพันธุ์, และการผักผ่อน), Amygdala (อารมณ์) และที่อื่นๆ

ไม่นานหลังจากนั้นได้ค้นพบตัวรับสารสื่อประสาทตัวที่สอง ชื่อว่า CB2 ในระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทส่วนปลายและยังพบใน กระเพาะ ม้าม ตับ หัวใจ ไต กระดูก เส้นเลือด เซลล์น้ำเหลือง ต่อมไร้ท่อต่างๆ และอวัยวะสืบพันธุ์

การค้นพบตัวรับ CB1 และ CB2 ทําให้นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า ร่างกายมนุษย์เองก็น่าจะสามารถผลิตสารสื่อประสาทที่ทํางานกับตัวรับ CB1 และ CB2 แบบเดียวกับกัญชาได้ และ Raphael Machoulam บิดาแห่ง THC ก็ได้ค้นพบ Canabinoids ที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง ชื่อว่า Anandamide (อนันดามายด์) ในปี ค.ศ. 1992 และได้ค้นพบสารตัวที่สองชื่อว่า 2-AG (2-arachidonoylglycerol) ในปี ค.ศ. 1995 และเรียกระบบการทํางานของสาร Cannabinoids กับตัวรับสาร CB 1 และ CB 2 ที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายว่า “Endocannabinoid System”

การทํางานของ Endocannabinoild System (ECS) นั้นซับซ้อนและยุ่งเหยิงกว่าที่เราคิดไว้มาก แม้ปัจจุบันจะมีการค้นพบต่างๆมากมายมีงานวิจัยออกมาเป็นตั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเข้าใจได้เพียงแค่การทํางานขั้นพื้นฐานของระบบนี้เท่านั้น



โดยพื้นฐานแล้ว ECS คือระบบการทํางานของสาร Cannabinoids กับตัวรับสาร CB โดย Cannabinoids ทํางานเสมือน ลูกกุญแจที่สามารถปลดล็อคตัวรับสาร CB1 และ CB2 เมื่อร่างกายหลั่งสาร Cannabinoids หรือได้รับจากกัญชาก็แล้วแต่ Cannabinoids เหล่านี้จะไปประกบเข้ากับตัวรับ CB1 หรือ CB2 และกระตุ้นให้เกิดการทํางานของตัวรับขึ้นด้วยความที่ต่อมตัวรับสาร CB1 และ CB2 นั้นมีอยู่ในเกือบทุกระบบของร่างกายจึงทําให้ ECS เป็นระบบสําคัญกับร่างกายซึ่งมีบทบาทต่อการการควบคุมและการปรับสมดุลให้กับระบบสําคัญต่างๆในร่างกาย เช่น ควบคุมอุณหภูมิควบคุมความเจ็บปวด ควบคุมกระบวนการเผาผลาญไขมัน และกลูโคส รักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย รักษาสมดุลของการเคลื่นไหว อัตราการเต้นของหัวใจ ระบบความดันเลือด ฯลฯ จึงไม่แปลกที่วงการแพทย์ในยุคปัจจุบันหันมาให้ความสนใจกัญชามากขึ้นเป็นอย่างมาก

Cannabinoids (แคนนาบินอยด์) อย่างที่ทราบกันว่าสาร Cannabinoids นั้นถูกค้นพบในพืชกัญชาเป็นอันดันแรก และจากนั้นก็มาค้นพบในร่างกายมนุษย์ วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจึงแบ่ง Cannabinoid ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่


1. Endogenous cannabinoids หรือ Endocannabinoid คือ Cannabinoids ที่ ผลิตขึ้นในร่างกายสิ่งมีชีวิต พบได้ทั้งในร่างกายมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิด ประกอบด้วยสารสําคัญ 2 ชนิด คือ Anandamine และ 2-AG (2-arachidonoylglycerol)

2. Exogenous Cannabinoid คือ Cannabinoids จากภายนอกร่างกายที่ได้จากการผลิตขึ้นจากห้องแลบและ Cannabinoids ที่พบได้ในพืชกัญชา

Cannabinoids ทั้ง 2 กลุ่มมีกระบวนการทํางานที่เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ Cannabinoids ที่ผลิตในร่างกายจะถูกผลิตแบบเฉพาะกิจโดยมีหน้าที่ที่ชัดเจน และจะถูกย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว ต่างจาก Cannabinoids ภายนอกที่ได้จากกัญชาจะถูกย่อยสลายได้ช้า นั่นหมายความว่า Cannabinoids จากกัญชาจะสามารถกระตุ้นการทํางานของต่อม CB ได้เป็นเวลานานกว่า การที่ระบบการทํางานของ ECS ในร่างกายไม่เป็นปรกติ หรือ การที่ร่างกายขาดสาร Cannabinoids อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงการได้รับสาร Cannabinoids เพื่อไปกระตุ้นการทํางานบางอย่างก็อาจหมายถึงกระบวนการรักษาโรคที่ปัจจุบันยังรักษาได้ยาก Ethan Russo นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันได้สันนิษฐานไว้ว่า เมื่อใดที่ endocannabinoid ในร่างกายต่ำจะทําให้เกิดโรค ไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ โรคลําไส้ และการเสื่อมสภาของ ร่างกายอื่นๆ

Cannabis (กัญชา)

ในปัจุบันมีการค้นพบสาร Cannabinoids ในกัญชากว่า 140 ชนิด เช่น THCA, THCV, CBDA, CBG, CBC, CBCA, CBN ฯลฯ แต่สารสําคัญที่มีบทบาทและวิทยาศาสตร์ เข้าใจมากที่สุดคือ THC (Delta-9-tetrahydrocannabinol, หรือ Δ9-THC) และ CBD (Cannabidiol) คือสารหลักในกัญชาที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทําให้รู้สึกเคลิมเคลิ้ม ผ่อนคลาย มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของจิตประสาท และเป็นตัวที่ใช้วัดค่าความแรงของกัญชาในสายพันธุ์ต่างๆ

เมื่อ THC เข้าสู่ร่างกาย THC จะไปประกบเข้ากับตัวรับสาร CB1 และ CB2 บางส่วน ซึ่งเป็นจุดเดียวกับ Anandamide (Cannabinoid ที่ร่างกายผลิตขึ้น) และกระตุ้นให้ตัวรับเหล่านั้นทํางานในแบบเดียวกันกับ Anandamide

การเดินทางของกัญชาเราสามารถ ได้รับสาร Cannabinoids จากกัญชาได้หลายวิธีคือ การสูบกัญชาโดยตรง การได้รับทางการกินกัญชาในรูปแบบการสกัดหรือการปรุงเป็นอาหารต่างๆ การทาเพื่อให้ซึมเข้าพิวหนัง หรือการสอดผ่านทวารหนัก ซึ่งวิธีการรับสารที่ต่างกันก็อาจสร้างผลที่แตกต่างกันได้ตามรูปแบบความต้องการใช้ที่ต่างกัน การสูบกัญชาโดยตรงนอกจากจะได้รับ Cannabinoids จากกัญชาแล้วยังได้สารไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการเผาไหม้อย่าง คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซึ่งจะทําให้ความสามารถของเลือดในการเป็นตัวนําออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่างๆลดลง และได้รับทาร์ (Tar) ในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่เพราะการสูบกัญชามักไม่นิยมใช้ก้นกรองซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกันว่าการสูบทาร์เข้าไปจะสามารถก่อให้เกิดมะเร็งหรือไม่ เพราะ ทาร์ เป็นสาเหตุหนึ่งของการก่อให้เกิดโรคมะเร็งอย่างชัดเจน แต่ข้อมูลที่เชื่อมโยงการสูบกัญชาและการเกิดมะเร็งปอดนั้นมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง และยังคงมีการถกเถียงกันอยู่ในรายละเอียด

การเดินทางของ Cannabinoids ที่ได้จากการสูบกัญชา จะเข้าสู่ปอดเดินทางผ่านถุงลมเล็กๆ ภายในปอดก่อนจะเข้าสู่กระแสเลือดและถูกส่งไปยังระบบต่างๆของร่างกายอย่างรวดเร็ว เมื่อ Cannabinoids ที่อยู่ในกระแสเลือดไปเจอตัวรับสาร CB ก็จะทําการประกบเข้ากับตัวรับสาร และเริ่มกระบวนการทํางานในระบบนั้นๆ การสูบกัญชาจึงกินเวลาไม่เกิน 10-15 นาทีในการออกฤทธิ์ ส่วนการได้รับ Cannabinoids จากการกินกัญชาในรูปแบบต่างๆนั้น Cannabinoids จะถูกส่ง ไปยังกระเพาะอาหารผ่านกระบวนการย่อยอาหาร ซึ่งอาจใช้เวลานาน 30-60 นาที ก่อนที่จะถูกส่งเข้าไปในกระแสเลือดและเริ่มทํางาน เช่นเดียวกันกับการทา

กัญชาเองก็ไม่ได้ต่างจากสรรพสิ่งทั่วไปที่มีทั้งคุณและโทษในตัว ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอดี การใช้ที่อยู่บนความพอดีก็มีประโยชน์มากมายกับผู้ใช้ ในทางตรงกันข้าม การใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็นํามาซึ่งผลร้ายเช่นกัน

ความพอดีดูเหมือนจะเป็นนามธรรม ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์เองยังไม่มีเครื่องมือที่ชี้วัดได้คงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ที่จะต้องพิจารณาตามเวลา โอกาส และความเหมาะสมด้วยตัวเอง ควบคู่ไปกับพื้นฐานความเข้าใจ การทํางานของกัญชากับระบบต่างๆของร่างกาย ในส่วนสุดท้ายของบทนี้เราขอขยายข้อดีและข้อเสียที่กัญชาสามารถสงผลต่อร่างกายของเราได้


กัญชากับสมองและระบบประสาทส่วนกลาง

THC
1. (THC) ทําให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม มึนเมา
2. (THC) ชะลอการส่งสัญญาณของสมองที่มากเกินไป ทําให้การสื่อสารของสมองลดการถูกรบกวนซึ่งเป็นสาเหตุของความเครียดลง ก่อให้เกิดความคิดที่โลดแล่น (Creative)
3. (THC) ช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ประสาท (Neurogenesis) ซึ่ง อาจเป็นหนทางของการรักษาหรือบรรเทาโรค อัลไซเมอร์**
4. (THC) ลดการอักเสบของระบบประสาท (Reduce Neuroinflammation) ลดอาการบาดเจ็บหรือการอักเสบในสมอง
5. (THC) ลดอาการปวดในสมอง (Analgesic)
6. (THC) ลดอุณหภูมิร่างกาย (Hypothalamus)
7. (THC) ลบความทรงจําระยะสั้นที่ไม่จําเป็นออก ซึ่งในบางครั้งก็อาจทําให้เป็นคนขี้หลงขี้ลืม แต่ในทางกลับกันก็สามารถช่วยผู้ป่วยที่เกิดความเครียดและโรคซึมเศร้าจากภาพความสะเทือนใจในอดีต อย่างเช่นการรักษาโรค PTSD ที่เป็นมากในทหารที่ผ่านสงครามที่โหดร้าย

CBD
1. (CBD) ลดอาการทางจิตประสาทของ THC
2. (CBD) ป้องกันการสูญเสียของความจําระยะสั้นจาก THC
3. (CBD) ป้องกันอาการจิตเสื่อม โรคประสาท ลดความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรคทางจิตที่มาจากการใช้ THC,
4. (CBD) ลดอาการวิตกกังวล
5. (CBD) ลดอาการคลื่นใส้อาเจียน
6. (CBD) อาจช่วยรักษาโรคโรคจิตเภท (Schizophrenia) **
7. (CBD) ป้องกันโรคนอนไม่หลับ (Anti-Insomnia)
8. (CBD) ลดอาการชักจากโรคปลอกประสาทเสื่อม (Multiple Sclerosis) และจากโรคลมชักต่างๆ (Epilepsy)

THC & CBD
1. (THC&CBD) ป้องกันการย่อยสลายของระบบประสาทช่วย อาการของโรคปลอกประสาทเสื่อม Multiple sclerosis
2. (THC&CBD) กระตุ้นความอยากอาหารสามารถช่วยผู้ป่วย เอดส์และมะเร็งป้องกันภาวะน้ําหนักลดอย่างรวดเร็ว

3. (THC&CBD) ช่วยโรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว สมาธิสั้น
4. (THC&CBD) ช่วยลดอาการสั่นที่เกิดจากโรคพาร์กินสัน (Parkinson) ช่วยสมองผลิต Dopamine และลดอาการของโรค
5. (THC&CBD) ปกป้องสมองจากโรคหลอดเลือดในสมองตีบ ตัน แตก หรือ ฉีกขาด (Stroke) และเพิ่มการตอบสนองจากสมอง ในบริเวณที่ประสบปัญหาจาก stroke
ผลเสีย
1. (THC) อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการโรคจิตเภทสําหรับผู้ที่มี ปัจจัยเสี่ยงเช่น จิตใจอ่อนแอ และ พันธุกรรม
2. (THC) หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะชลอการทํางานของสมองและทําให้สมองหยุดสร้างสารเคมีที่ทําให้รู้สึกดีและทําให้รู้สึกหงุดหงิดง่ายเวลาไม่ได้ใช้
3. (THC) มีผลต่อการพัฒนาในด้านลบของสมองที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กัญชาจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาสมองของเยาวชน

ตา
1. (THC) ลดความดันนัยตา สามารถป้องกันการตาบอดของผู้ป่วยตาต้อหิน (Glaucoma) ได้ ปัจจุบันนักวิจัยกําลังพัฒนายาที่เลียนแบบการทํางานของ THC ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการทางจิตประสาทเพื่อใช้รักษาโรคต้อหิน

กระดูกและกล้ามเนื้อ Musculoskeletal
1. (CBD) ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก สามารถฟื้นฟูกระดูกที่หักให้กลับมาสมบูรณ์ได้เร็วขึ้น
2. (CBD) ป้องกันหรือบรรเทาโรคสะเก็ดเงิน โรคเรื้อน กวางหรือโรคผิวหนังเรื้อรัง
3. (THC&CBD) ระงับอาการเจ็บปวด
4. (THC&CBD) คลายการหดตัวของกล้ามเนื้อ
5. (THC&CBD) ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
6. (THC&CBD) ลดอาการเจ็บและอักเสบตามข้อต่อ
7. (THC&CBD) ลดอาการบวม อักเสบ

ระบบไหล เวียนโลหิต (หัวใจ และ เลือด)
1. (THC) เพิ่มความต้องการออกซิเจนของร่างกาย
2. (THC) ช่วยลดอาการปวดไมเกรน
3. (THC) ป้องกันการเจริญเติบโตของเส้นเลือดที่จําเป็นในการเจริญเติบโตของมะเร็ง
4. (CBD) ลดน้ําตาลในเลือด ช่วยโรคเบาหวาน
5. (CBD) ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
6. (CBG) ลดความดันเลือด
ข้อเสีย
1. (THC) เพิ่มอัตตาการเต้นของหัวใจได้มากถึง 60% ซึ่งอาจเป็นอันตรายในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. (THC) ลดการย่อยสลายของไขมันไม่ดี ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในโรคหลอดเลือดตีบ เพราะฉะนั้น ผู้ใช้จึงควรคํานึงถึงการทานอาหารที่มีไขมันสูง

ภูมิคุ้มกัน (Immune System)
1. (CBD) ปรับความสมดุลให้กับระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบทางเดินอาหาร
1. (THC&CBD) ชลอการย่อยอาหารทําให้กระเพาะมีเวลาย่อยอาหารมากขึ้นเป็นผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารได้มากขึ้น
2. (THC&CBD) ลดอาการลําไส้อักเสบ (Crohn’s disease)
3. (THC&CBD) จะช่วยสนับสนุนการประกบตัวของ Insulin ซึ่งจะช่วยลดอาการการต่อต้าน Insulin ของร่างกายช่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (เกิดจากพฤติกรรม)
ข้อเสีย
1. (THC) ลดการเผาผลาญไขมันที่ไม่ดี ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ผู้ใช้กัญชาจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ไขมันสูงเป็นพิเศษ

ปอด
1. (THC) ขยายหลอดลม ช่วยโรคหอบหืด

ระบบการสืบพันธ์
ข้อเสีย
1. (THC) การใช้ระหว่างตั้งครรถ์จะทําให้ทารกมีน้ำหนักน้อยตอนเกิดและมีปัญหาคล้ายกับที่มารดาใช้บุหรี่และแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัวเล็กและการจะเจริญเติบโตที่ช้าลง
2. (THC) ในเพศชายจะทําให้จํานวนอสุจิน้อยลงและมีความต้องการทางเพศที่ลดลง ในเพศหญิงจะทําให้ไข่ไม่สมบูรณ์

เซลเนื้อร้าย Cancer/Tumor Cells
1. (THC) ทําลายเซลล์มะเร็งโดยที่ไม่ทําลายเซลล์ปรกติ
2. (THC) กระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์ (Proapototic)
3. (CBD) ป้องกันการเจริญเติบโตและกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง
4. (THC) ป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์ (การเจริญเติบโต ของเนื้อเยื้อ) (Antimitogenic) ดีในกรณีของเซลมะเร็ง แต่ไม่ดีในกรณีของเด็กและเยาวชน เพราะอาจจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางสมอง

** กําลังอยู่ในช่วงศึกษาวิจัย

***ข้อมูลทุกชิ้นต้องมีการ update เป็นสม่ำเสมอ***

อ้างอิงบ้างส่วน

  1. McPartland, M, Guy G. “The evolution of Cannabis and coevolution with the can- nabinoid receptor – a hypothesis,” in Guy, et al, eds., The Medicinal Uses of Cannabinoids; and McPartland JM et al. “Evolutionary origins of the endocannabinoid system,” Gene. 2006;370:64-74.
  2. “Conversation with Raphael Mechoulam,” Addiction, 102.887-893 (2007).
  3. Roger A. Nicoll and Bradley E. Alger, “The Brain’s Own Marijuana,” Scientific Ameri- can, December 2004.
  4. John M. McPartland, “The Endocannabinoid System: An Osteopathic Perspective,” JOAO, October 2008.
  5. C. Pope, R. Mechoulam, L. Parsons, “Endocannabinoid Signaling in Neurotoxicity and Neuroprotection,” in Neurotoxicology, Dec. 4, 2009.
  6. Ethan B. Russo, “Clinical Endocannabinoid Deficiency,” Neuroendocrinology Letters Nos. , Feb-Apr Vol. 25, 2004
  7. Mechoulam R, Fride E (1995). “The unpaved road to the endogenous brain cannabinoid ligands, the anandamides”. In Pertwee RG. Cannabinoid receptors. Boston: Academic Press. pp. 233–258. ISBN 0-12-551460-3.
  8. Pacher P, Batkai S, Kunos G; Bátkai; Kunos (2006). “The Endocannabinoid System as an Emerging Target of Pharmacotherapy”. Pharmacol Rev. 58 (3): 389–462
  9. Fabiato, A. (1983). “Calcium-induced calcium release from the cardiac sarcoplasmic reticulum”. American Journal of Physiology 245 (1): C1–14
  10. Howlett AC (August 2002). “The cannabinoid receptors”. Prostaglandins Other Lipid Mediat. 68-69: 619–31
  11. Matsuda LA, Lolait SJ, Brownstein MJ, Young AC, Bonner TI (1990). “Structure of a cannabinoid receptor and functional expression of the cloned cDNA”.
  12. Pacher P, Mechoulam R (2011). “Is lipid signaling through cannabinoid 2 receptors part of a protective system?”
  13. “The endocannabinoid-CB1 receptor system in pre- and postnatal life” – Ester Fride, “European Journal of Pharmacology” (Volume 500, Issues 1–3, 1 October 2004, Pages 289–297)
  14. Mukhopadhyay P, Bátkai S, Rajesh M, Czifra N, Harvey-White J, Haskó G, Zsengeller Z, Gerard NP, Liaudet L, Kunos G, Pacher P. (2007). “Pharmacological Inhibition of CB1 Cannabinoid Receptor Protects Against Doxorubicin-Induced Cardiotoxicity”
  15. Mukhopadhyay P, Rajesh M, Bátkai S, Patel V, Kashiwaya Y, Liaudet L, Evgenov OV, Mackie K, Haskó G, Pacher P (2010). “CB1 cannabinoid receptors promote oxidative stress and cell death in murine models of doxorubicin-induced cardiomyopathy and in human cardiomyocytes”
  16. Járai Z, Wagner JA, Varga K, Lake KD, Compton DR, Martin BR, Zimmer AM, Bonner TI, Buckley NE, Mezey E, Razdan RK, Zimmer A, Kunos G (November 1999). “Cannabinoid-induced mesenteric vasodilation through an endothelial site distinct from CB1 or CB2 receptors”
  17. Verena Isabell Leussink, Leila Husseini, Clemens Warnke, Erasmia Broussalis, Hans-Peter Hartung, and Bernd C. Kieseier. “Symptomatic therapy in multiple sclerosis: the role of cannabinoids in treating spasticity”. PMCID: PMC3437528 18. Ethan B Russo. “Taming THC: potential cannabis synergy and phytocannabinoid-terpenoid entourage effects”. PMCID: PMC3165946
  18. Andrew Smith. “Medical Marijuana: Smoking Out the Evidence”.
  19. Alessia Ligresti, Aniello Schiano Moriello, Katarzyna Starowicz, Isabel Matias, Simona Pisanti,Luciano De Petrocellis, Chiara Laezza, Giuseppe Portella, Maurizio Bifulco and Vincenzo Di Marzo. “Antitumor Activity of Plant Cannabinoids with Emphasis on the Effect of Cannabidiol on Human Breast Carcinoma” PMID: 16728591
  20. Mechoulam R, Parker LA, Gallily R (November 2002). “Cannabidiol: an overview of some pharmacological aspects”. PMID: 12412831
  21. Patentdocs. Patent application title: Controlled cannabis decarboxylation
  22. Mechoulam, Raphael; Peters, Maximilian; Murillo-Rodriguez, Eric; Hanuš, Lumír O. (2007). “Cannabidiol – Recent Advances”. PMID 17712814
  23. Grotenhermen, Franjo (23 Jul 2012). “The Therapeutic Potential of Cannabis and Cannabinoids”. PMC 3442177
  24. Pertwee RG (April 2006). “The pharmacology of cannabinoid receptors and their ligands: an overview”. PMID 16570099
  25. Elphick MR, Egertová M (March 2001). “The neurobiology and evolution of cannabinoid signalling”. PMC 1088434 27. Pertwee RG (January 2008).
  26. “The diverse CB1 and CB2 receptor pharmacology of three plant cannabinoids: delta9-tetrahydrocannabinol, cannabidiol and delta9-tetrahydrocannabivarin”. PMC 2219532
  27. Kovacs FE1, Knop T, Urbanski MJ, Freiman I, Freiman TM, Feuerstein TJ, Zentner J, Szabo B. “Exogenous and endogenous cannabinoids suppress inhibitory neurotransmission in the human neocortex.” PMCID: PMC3306870
  28. Aron H. Lichtman1 and Benjamin F. Cravatt2. “Food for thought: endocannabinoid modulation of lipogenesis”. PMCID: PMC1087183
  29. Interview. Professor Dr. Raphael Mechoulam. “The Discoverer of THC” 31. Fisar Z. “Phytocannabinoids and Endocannabinoids”. PMID: 19630737 32. Hampton Sides. “Science Seeks to Unlock Marijuana’s Secrets”. National Geographic June 2015 33. Josée Guindon and Andrea G. Hohmann. “The Endocannabinoid System and Pain”. PMCID: PMC2834283