ในปี 2000 โปรตุเกส เป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาติดยาเสพติดมากที่สุด สืบเนื่องมาจาก40ปีของการถูกปกครองแบบเผด็จการที่ถูกจัดตั้งโดย แอนโทนิโอ ซาลาซ่า (António Salazar) ที่ลดระดับการศึกษาลง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีวัตถุประสงค์ให้ประชากรเชื่อง  แต่เมื่อยุคการปกครองของเขาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันในการทำรัฐประหารเมื่อปี 1974 โปรตุเกสได้เปิดประเทศ สินค้า บริการ และอิทธิพลใหม่ๆ ก็หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างท่วมท้น เมื่อเทียบกับระบอบการปกครองแบบเก่าที่แม้แต่ โคคา โคล่า ก็ยังถูกห้ามนำเข้าประเทศ และไฟแช็กก็จำเป็นต้องมีใบอนุญาต

ในขณะเดียวกันยาเสพติดต่างๆ ก็ไหลท่วมเข้าสู่ประเทศ โดยที่สังคมก็ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับปัญหานี้แม้แต่นิดเดียว เนื่องจากถูกรัฐบาลเก่าปิดกั้นความรู้ใหม่ๆจากโลกภายนอกนานถึง40ปีจนถึงจุดวิกฤต ปัญหายาเสพติดของโปรตุเกสนั้นรุนแรงมาก มีการเสพยาเยอะจนเป็นที่พบเห็นได้เหมือนเรื่องปกติตามท้องถนน และตามผับบาร์ในกรุงลิสบอนและเมืองใหญ่อื่นๆ

“แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาครอบครัวในโปรตุเกสที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับยา” João Goulão นายแพทย์ ผู้วางนโยบายปฏิวัติการแก้ปัญหายาเสพติดของโปรตุเกสกล่าว 

นายแพทย์ João Goulão

การตอบรับของภาครัฐ ณ ตอนนั้นก็เหมือนกับที่ทั้งโลกทำ นั่นก็คือทำสงครามกับยาเสพติด จับผู้ใช้ยาเข้าคุก ให้ประวัติอาชญากร ถูกบีบให้ไม่มีทางเลือก ต้องกลับสู่วงจรเดิมๆ จึงทำให้คนกลุ่มนี้ถูกกีดกันจากสังคมในที่สุด

เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา

เมื่อโปรตุเกสตระหนักได้ว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรงแบบเดิมๆ เช่นการทำสงครามกับยาเสพติดนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย หนำซ้ำกลับสร้างปัญหาอื่นๆเพิ่มเติมให้สถานการยาเสพติดยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก

ในปีค.ศ. 2000 รัฐบาลโปรตุเกสจึงตัดสินใจพลิกวิธีคิดและเปลี่ยนวิธีแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใหม่ที่ท้าทายฝ่ายอนุรักษ์นิยมในชาติเป็นอย่างมากนั้นคือ โปรตุเกศตัดสินใจประกาศนโยบายทําให้การเสพยาเสพติดไม่เป็นความผิดทางอาญาที่เรียกว่า Decriminalization คือ การไม่นําโทษทางอาญามาใช้กับการเสพยาเสพติด ซึ่งมีผลให้การกระทํา ความผิดเกี่ยวกับการซื้อ การมีไว้ในครอบครอง การเสพยาเสพติดของบุคคลในกรณีที่มีไว้เพื่อเสพส่วนตนไม่เป็นความผิดทางอาญา

คําว่า “ไม่เป็นความผิดทางอาญา” หมายความว่า การกระทําดังกล่าวจะไม่อยู่ในกรอบของกฎหมายอาญาและระบบยุติธรรมทางอาญาอย่างสิ้นเชิง การพิจารณาความผิดจะไม่ใช้ กระบวนวิธีพิจารณาความอาญา แต่จะถือเป็นความผิดทางปกครอง (administrative offence)

ทั้งนี้ก่อนที่รัฐบาลโปรตุเกสจะได้ ทําการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดในปีค.ศ. 2000 คณะกรรมการควบคุมสารเสพติด นานาชาติ (International Narcotics Control Board – INCB) ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามอนุสัญญา ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ได้ร้องขอเพื่อไม่ให้รัฐบาลโปรตุเกสประกาศให้การใช้ยาเสพติดเป็นเรื่อง ถูกกฎหมาย โดยแย้งว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาโปรตุเกสเพื่อเสพยา ยาเสพติดจะแพร่ระบาด ในหมู่เยาวชน และการทําให้ยาเสพติดไม่ผิดกฎหมายจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังสังคม!!!

ที่มาของแนวคิดคือการใช้วิทยาศาสตร์แทนความเชื่อ

ในระหว่างปีค.ศ. 1992-1996 หน่วยงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสถาบันการศึกษาของประเทศโปรตุเกสได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของยาเสพติด และอาชญากรรมในสังคมโปรตุเกส โดยเป็นการศึกษาแบบองค์รวมและมีการวิเคราะห์ข้อมูลในหลายมิติจนได้ข้อสรุปว่า

การใช้ยาเสพติดและการเกิดอาชญากรรมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเสมอไป นอกจากนี้ การกําหนดโทษจากการเสพยาเสพติดเป็นการกระทําที่ไม่ก่อประโยชน์ เนื่องจากการลงโทษอาญาจะก่อให้เกิดการเรียนรู้อาชญากรรม!!!

แทนที่จะถูกจับกุม ผู้ต้องหาอาจได้รับเพียงคำเตือน ค่าปรับเล็กน้อย หรือให้ไปปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการท้องถิ่น (แพทย์ ทนายความ และนักสังคมสงเคราะห์) เกี่ยวกับการรักษาการลดอันตราย และบริการสนับสนุนต่างๆที่รัฐมีให้กับผู้เสพยา

นอกจากนั้น ยังมีมูลนิธิ Crescer ที่ดำเนินการแจกเข็มฉีดยาและอุปกรณ์เสพยาที่ปลอดภัย, ถุงยางอนามัย, กรดซิตริก, น้ำกลั่นและผ้าเช็ดทำความสะอาด

SOURCE: TIMES
มูลนิธิ Crescer ที่แจกเข็มฉีดยาและอุปกรณ์ในการเสพยาที่ปลอดภัยต่อชีวิตผู้เสพ

“การที่เราให้เข็มแก่ผู้เสพยาอาจดูเหมือนเป็นการชักจูงให้พวกเค้าเสพยาเสพติด แต่จริงๆ แล้วเราไม่สนับสนุนการบริโภค เราพยายามพูดคุยกับพวกเขา
ช่วยพวกเขาปรับปรุงชีวิตของพวกเขา อย่างไรก็ตามหากพวกเขาไม่ต้องการหยุดใช้มันก็คงดีกว่า ถ้าพวกเขาเสพมันได้อย่างปลอดภัย “

Américo Nave นักจิตวิทยาและประธานขององค์กร Crescer

เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข

ปรากฎว่า อัตราการติดเชื้อHIVและไวรัสตับอักเสบ, การเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นได้ลดลง!!! โดยอัตราผู้ติดเชื้อHIV ลดลงจากระดับสูงสุดตลอดกาลในปี 2000 จาก 104.2 คน ต่อประชากรล้านคน เหลือเพียง 4.2 คนต่อประชากรล้านคน ในปี 2015

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางกฏหมายแค่อย่างเดียว เพราะมันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงMindsetความเชื่อผิดๆ และมายาคติ ตีตรา ผู้ใช้ยา เหมือนดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

กฎหมายเป็นเพียงภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโยบายอย่างเป็นทางการของการลดทอน มองผู้เสพเป็นผู้ป่วยและทำให้ผู้เสพยาได้เข้าถึงการรักษาบำบัดที่หลากหลายมากขึ้น 

เน้นจับกุมผู้ค้า ไม่ใช่ผู้เสพ

ทั้งนี้ผู้ค้ายาเสพติดในโปรตุเกส ก็ยังคงต้องถูกลงโทษอาญาสถานหนักเช่นเดิม เนื่องจากเป็นภัยต่อสังคม ส่วนในประเทศไทยปัจจุบันยังคงมีด่านตรวจฉี่ที่จะบังคับให้ผู้ที่มีสารเสพติดเข้ารับบำบัด เพื่อแลกกับการไม่รับโทษ ในบางครั้งเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่นอกแถวฉวยโอกาศเรียกรับสินบนได้

ตัวอย่างเครื่องตรวจฉี่

“การตรวจปัสสาวะมันบ่งบอกได้แค่ว่า ณ ตอนนั้นเขามีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย แต่ถึงขั้นจะระบุว่าเป็นผู้ใช้ ผู้เสพหรือผู้ติด อันนี้มันต้องคุยรายละเอียด และผู้เสพก็ต้องให้รายละเอียดข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องที่เขามีส่วนได้ส่วนเสีย เขาเลยไม่ให้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว เขาก็พูดในสิ่งที่ทำให้เขาดูดี”

นพ.ล่ำซำ ลักขณาภิชนชัช รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านวิชาการและการแพทย์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี โรงพยาบาลธัญญารักษ์ ได้ระบุในการให้สัมภาษณ์กับประชาไทในปี 2018

จากข้อมูลเว็ปประชาไท มีผู้ที่ถูกบังคับบำบัดเพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา สูงถึง 43%  หรือมากกว่า 40,000 คน ในขณะที่ผู้ที่สมัครใจเข้ามารับการบำบัดจริงๆ มีอยู่แค่ 41% ส่วนที่เหลืออีก 15% เป็นระบบต้องโทษ เป็นผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ จึงทำให้หน่วยงานไม่สามารถรองรับการบำบัดได้อย่างครบถ้วน

Infographic โดย ประชาไท

“หากตั้งหลักว่า “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ผู้ทำหน้าที่ให้การบำบัดภายในเรือนจำก็ควรจะเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกับนักจิตวิทยาเป็นหลัก

แต่ในความเป็นจริงกรมราชทัณฑ์มีนักจิตวิทยาเพียง 29 คน จากเรือนจำ 142 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในเรือนจำจริงๆ เพียง 22 คน เท่านั้น ส่วนอีก 7 คนจะประจำอยู่ที่กองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์”

พรพรรณ ศิลปวัฒนาพร นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ ของกรมราชทัณฑ์

หนำซํ้า ปัญหาใหญ่ของระบบบังคับบำบัดก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลโดยแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขแต่กลับอยู่ในการดูแลของตำรวจและทหาร ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบำบัดจากศูนย์ฟื้นฟูฯ 90 แห่งทั่วประเทศนี้ 57 แห่ง อยู่ในการดูแลของทหารและตำรวจ ส่วนศูนย์ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุขมีเพียง 20 แห่งเท่านั้น อีก 11 แห่งเป็นของกระทรวงมหาดไทย มี 2 แห่งเป็นของกระทรวงยุติธรรม

“คนทั่วไปก็ยังมองคนติดยาเป็นคนที่ทำความผิด ในประเทศตะวันตก เขามองว่าเรื่องคนติดยาไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร สามารถแก้ไขได้ เขามองคนที่ใช้ยาเสพติดว่าเหมือนคนกินเหล้า คนดูดบุหรี่ มองว่าเป็นปัญหาเฉพาะตัว ไม่ใช่เป็นปัญหาอาชญากร ฉะนั้นถ้าเราค่อยๆ แก้ทัศนคติตัวนี้ได้ เวลาเขาบำบัดเสร็จก็สามารถไปทำงานประกอบอาชีพได้ตามปกติ แต่ในประเทศไทยในปัจจุบันนั้นไม่ใช่ พอรู้ว่ามีประวัติยาเสพติดคือไม่ได้งาน”

นพ.ล่ำซำ ลักขณาภิชนชัช

บทสรุป

นโยบายและยุทธศาสตร์การทําให้ผู้ติดยาไม่กลายเป็นผู้กระทําความผิดทางอาญาและการลดอันตรายจากยาเสพติดในโปรตุเกสได้ถูกนํามาใช้เกือบ20ปีแล้ว และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสําเร็จ เพราะมีส่วนสําคัญที่ทําให้ ผู้ติดยาคลายความหวาดกลัวจากการถูกจับกุมดําเนินคดี และเข้าสู่กระบวนการบําบัดฟื้นฟู นอกจากนี้ยังช่วยให้รัฐบาลโปรตุเกสประหยัดงบประมาณในการดําเนินคดีและคุมขัง ผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและนําไปใช้ในการบําบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแทน

สําหรับประเทศไทย หากเราไม่เปลี่ยนมุมมองและวิธีแก้ปัญหาของภาครัฐและสังคมที่มีต่อผู้ใช้ยาเสพติดที่กีดกันไม่ให้กลับมาในสังคม หรือการแยกผู้เสพและผู้ค้าไม่ให้ไปอยู่ในระบบเดียวกัน ปัญหายาเสพติดนั้นก็จะคงมีต่อไป ไม่ต่างจากโปรตุเกส ที่เปรียบผู้ป่วยเป็นอาชญากรณ์ถึง 40 ปี ก่อนที่พวกเค้าจะรู้ว่า

ปัญหายาเสพติดจริงๆนั้น ไม่ได้เกิดจากการเสพยา แต่เป็นวิธีที่สังคมมองเเละปฎิบัติกับผู้เสพยาต่างหาก….

อ้างอิง:
1. portugal drug use decriminalization,Naina Bajekal ,2018, https://time.com/longform/portugal-drug-use-decriminalization/
2. Portugal Drug Composite: Johanna Parkin,2017, https://www.theguardian.com/news/2017/dec/05/portugals-radical-drugs-policy-is-working-why-hasnt-the-world-copied-it
3. ‘ผู้เสพคือผู้ป่วย’(จบ): ระบบบังคับบำบัด เมื่อยังไปไม่ถึงจึงเป็นได้แค่อาชญากร,กรกฤช สมจิตรานุกิจ, 2018, https://prachatai.com/journal/2018/07/77853