ถึงแม้ว่าทัศณคติต่อกัญชาจะเปลี่ยนไปมากในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ป่วยสูงอายุยังคงมีปัญหาในการเข้าถึงยากัญชาที่ถูกกฏหมาย หรือบางท่านอาจจะมีปัญหาในการหาแพทย์ที่สามารถจ่ายยากัญชาอย่างถูกกฏหมาย ทำให้ผู้สูงอายุหลายคนไม่กล้าถามแพทย์ที่ดูอาการของตัวเองอยู่ และอาจจะขาดความรู้เกี่ยวกับกัญชากันเยอะถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์ส่วนมากคือผู้สูงอายุ เพราะโรคที่ตามมากับวัยชรา

ตัวเลขผู้สูงอายุที่ใช้กัญชากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานของ CNBC ในสิบปีที่ผ่านมาผู้ใช้สูงอายุได้เพิ่มมากขึ้นถึงสิบเท่าจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวของผู้ใช้มากที่สุด หลังจากที่มีการปลดล๊อคกัญชาทางการแพทย์ในอเมริกา แต่ว่าผู้สูงอายุรายงานว่ายังมีการกีดกันไม่ให้พวกเค้าใช้กัญชาทางการแพทย์เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากแพทย์ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกัญชามากพอ และยังคงมีอคติด้านลบอยู่

National Survey of Drug Use and Health รายงานว่ากลุ่มผู้สูงอายุวัย 65 ขึ้นไปได้เพิ่มจาก 0.3% ในปี 2007 เป็น 9.4% ในปี 2017 “ผู้สูงอายุใช้กัญชาด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่นการลดความเจ็บปวด หรือแม้แต่ ความวิตกกังวน และซึมเศร้า” กล่าวโดย Hillary Lum แพทย์ แห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์ 

ใน Colorado ได้มีการทำวิจัยที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำเข้าใจกับความคิดของผู้สูงอายุต่อกัญชา พวกเค้าใช้อย่างไร และผลกระทบในด้านบวกและลบเป็นอย่างไร โดยการวิจัยดังกล่าวมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปจำนวน 130 คน 

และพวกเค้าได้พบ 5 ปัญหาหลักที่ผู้สูงอายุประสบ

นั้นก็คือ 1. ขาดการวิจัยและการศึกษาเกี่ยวกับกัญชา 2. ขาดการสื่อสารเกี่ยวกับกัญชา 3. ขาดการเข้าถึงกัญชา 4. ขาดผลลัพธ์จากการใช้กัญชา 5. ทุกคนหลีกเลี่ยงการพูดถึงกัญชา

Hillary Lum กล่าวเสริมว่า แพทย์ควรเรียนรู้เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ และควรจะมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุจะเจอ ประโยชน์ของมัน และที่สำคัญ การเกิดปฎิกิริยากับยาที่ผู้สูงอายุกำลังใช้อยู่ หรืออาการของผู้สูงอายุที่อาจเกิดผลข้างเคียงเมื่อใช้กัญชา  

อย่างไรก็ตามจากการวิจัยของปีที่แล้วของ Journal of the American Medical Association พบว่าผู้สูงอายุบางคนชอบใช้กัญชามากกว่ายากลุ่มโอปิออยด์ หรือยาที่ทำมาจากฝิ่น เพราะการใช้ยากลุ่มโอปิออยด์ได้ลดลงถึง 14% หลังจากที่รัฐได้ปลดล๊อคกัญชาทางการเเพทย์ หลายๆคนจึงเชื่อว่าปัญหาการติดยาที่ทำจากฝิ่นในอเมริกาจะลดลง