• กัญชา คือ พืชออกฤทธ์ิต่อจิตประสาทชนิดแรกที่มนุษย์รู้จัก
  • หลังจากที่แอลกอฮอล์ถูกกฎหมายเพียง 1 ปี กองปราบปรามยาเสพติดสหรัฐนำโดย Harry J. Anslinger เริ่มมีการขยับเพื่อผลักดันให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
  • ค.ศ. 1941 กัญชาถูกลบออกจากตำรับยา และไม่ถูกพิจารณาเป็นยาอีกต่อไปในอเมริกา
  • วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2014 รัฐโคโลราโด กัญชา ถูกกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

 

ยุคสมัยของกัญชา

กัญชา คือ พืชออกฤทธ์ิต่อจิตประสาทชนิดแรกที่มนุษย์รู้จัก เป็นเวลากว่าหลายพันปีที่กัญชาได้เข้าสู่สังคมมนุษย์จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตมนุษย์ในหลากหลายฐานะ กระจายตัวไปทั่วโลก

การเปลี่ยนแปลงของเวลา ยุคสมัย สภาพสังคม และการปกครอง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทบาทของพืชกัญชากับสังคมเปลี่ยนไป จากพืชสารพัดประโยชน์กลายเป็นวายร้ายทำลายสังคม

 

ยุคเริ่มต้น-ยุครุ่งเรือง

หลักฐานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับกัญชาที่เก่าแก่ที่สุด คงต้องย้อนกลับไปหลายพันปี ก่อนยุคการเกิดศาสนา ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ในสมัยนั้นใช้กัญชาเพื่อเหตุผลทางด้านจิตวิญญาณ  ในการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง จากการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์อายุราว 10,000 ปี อยู่คู่กับเศษเรซิ่นของกัญชาที่หลงเหลือจากการเผาไหม้ของกองไฟ และเครื่องปั้นดินเผาบรรจุเมล็ดกัญชาที่ด้านในสุดของถ้ำในแถบเอเชียกลาง อินเดียและจีน ซึ่งสันนิษฐานว่ามนุษย์ในยุคนั้นใช้กัญชาเผาไฟที่ด้านในสุดของถ้ำเพื่อสูดดมควัญจากการเผาไหม้ของกัญชา

หลุมฝังศพที่ภูเขา Hindu Kush

 

ในช่วงเวลา 8,000 ก่อนคริสตกาล (Before Common Era หรือ BCE) กัญชาถูกบันทึกว่าเป็นพืชไร่ที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่ง มีการใช้ประโยชน์จากเส้นใย มีการปลูกพืชกัญชาแบบแปลงเกษตรในแถบพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นประเทศไต้หวัน และในยุคเดียวกันนั้นมีการบันทึกการใช้กัญชาในตำรับยาโบราณของอินเดียอีกด้วย

 

6,000 BCE เมล็ดกัญชาถูกนำมาใช้ผลิตเป็นน้ำมันพืช และใช้เป็นอาหารในประเทศจีน

4,000 BCE ผ้าจากเส้นใยกัญชาถูกนำมาใช้ในแถบประเทศจีน และแถบประเทศของชาวเติร์ก

2,737 BCE กัญชาถูกใช้เป็นยาโดย จักรพรรดิ Shen Neng แห่งอาณาจักรจีน

2,000 BCE กัญชาเข้าไปเกี่ยวพันกับศาสนาที่เกิดในแถบทวีปเอเชีย ในฐานะ โอสถชโลมใจ เครื่องชำระล้างจิตใจ สื่อกลางในการเข้าถึงพระเจ้า ยารักษาโรค เครื่องสักการะพระเจ้า และใช้เป็นส่วนสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ

1800 BCE ในประเทศอินเดีย “Bhang” “บัง” (ใบกัญชาแห้ง เมล็ด และดอก) ถูกกล่าวถึงในบันทึกลับของศาสนาฮินดูว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นยา และใช้สำหรับถวายแด่พระศิวะ

รูปปั้นพระศิวะ

 

1,500 BCE เครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นผลผลิตจากเส้นใยกัญชา รวมถึงการทำการเกษตร กระจายอยู่ในแถบทวีปเอเชีย และลุกลามไปถึงทางตอนใต้ของรัสเซียในภายหลัง

500 BCE ชาวไซเทียน (Scythians) ชนเผ่าบนหลังม้า มีรกรากการเดินทางอยู่ในแถวฮังการี มองโกเลีย เป็นชนเผ่าที่ได้เข้าติดต่อกับเหล่าอารยธรรมโบราณต่างๆ เช่น กรีซ อียิปต์ อินเดีย จีน มีการบันทึกว่า ชาวไซเทียน เป็นชนเผ่าที่ใช้กัญชาเพื่อผลิตเชือก ใช้เสพเพื่อความบันเทิง และใช้ในพิธีกรรมทางความเชื่อต่างๆ และเชื่อว่าชาวไซเทียนคือชนเผ่าที่นำการใช้กัญชาในด้านต่างๆ เข้าสู่ยุโรป

ภาพวาดบนหลุมฝังศพ ที่มีความเชื่อมโยงกับชาวไซเทียน ถูกวาดขึ้นเมื่อประมาณ 300 BCE

 

100 BCE ชาวจีนค้นพบวิธีการทำกระดาษจากใยของพืชกัญชาเป็นครั้งแรกของโลก

 

ค.ศ. (คริสต์ศักราช) 50 พลูทาร์ค (Plutarch) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันเชื้อสายกรีกบันทึกว่าชาวเธรซ (Thrace) หรือชาวเมืองที่อาศัยอยู่บนเขตทางเชื่อมของพรมแดน 3 ประเทศ ได้แก่ กรีซ บัลแกเลีย และตุรกี ใช้กัญชาเพื่อความบันเทิง

ค.ศ. 70 ไดออสคอรีตส์(Dioscorides) แพทย์ทหาร ผู้เขียนหนังสือเรื่อง De Materia Medica ตำราพืชสมุนไพรในแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่ถือเป็นตำราทางด้านสมุนไพรรักษาโรคที่ดีที่สุดในยุคนั้น ได้บรรจุกัญชาเป็นส่วนหนึ่งในตำรับยาของเขา

ค.ศ. 100 ราชอาณาจักรอังกฤษได้มีการนำเข้าเชือกจากใยกัญชามาใช้ประโยชน์

ค.ศ. 130-200 กาเลน(Galen) แพทย์ชาวกรีกที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์การแพทย์ตะวันตกมาเป็นเวลานานกว่าพันปี จ่ายยาที่ทำจากกัญชา

ภาพวาดกาเลนในศตวรรษที่ 18 โดยเกออร์ก เพาล์ บัสช์

 

ค.ศ. 200 การแพทย์สมัยใหม่ได้แผยแพร่เข้าสู่จีน มีการบันทึกว่า ศัลยแพทย์ชาวจีนได้ใช้กัญชาเป็นยาชา ยาแก้ปวด

ค.ศ. 850 ชาวไวกิ้งได้เริ่มใช้เชือก และใบเรือที่ผลิตจากใยกัญชา ทำให้เรือของชาวไวกิ้งแข็งแรงและเดินทางได้ไกลกว่าเรือของประเทศในแถบเมดิเตอเรเนียนอื่นๆ เพราะเชือกและใบเรือจากใยกัญชาของชาวไวกิ้งแข็งแรงทนทานต่อการกัดกร่อนของเกลือจากทะเล เป็นเบื้องหลัง ความสำเร็จที่ทำให้ชาวไวกิ้งเข้าสู่ความยิ่งใหญ่ ในยุคสมัยนั้น

ค.ศ. 900 ประเทศอาหรับได้เริ่มใช้กระดาษที่ผลิตจากเส้นใยกัญชา

ค.ศ. 1,000 เริ่มมีการถกเถียงกันทางด้านวิชาการถึงประโยชน์และโทษของการใช้กัญชา และการใช้กัญชาได้เริ่มขยายวงกว้างไปในประเทศอาหรับ

ค.ศ. 1,300 พ่อค้าชาวอาหรับได้นำกัญชาไปเผยแพร่ ทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกับประเทศโมซัมบิกซึ่งเป็นชายฝั่งของทวีปแอฟริกา และภายหลังกัญชาได้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ค.ศ. 1378 การห้ามไม่ให้บริโภคกัญชาเกิดขึ้นครั้งแรกของโลกที่จักรวรรดิออตโตมัน หรือที่รู้จักกันในนามประเทศตุรกีปัจจุบัน โดยมีการประกาศห้ามการกิน Hashish(ยางกัญชา)

ค.ศ. 1533 กษัตริย์เฮนรี่ ที่ 8 (King Henry VIII) แห่งเกาะอังกฤษต้องการยกระดับกองทัพเรือด้วยการสร้างเรือเพิ่มมากขึ้น จึงประกาศให้เกษตรกรปลูกกัญชาเพื่อใช้เส้นใยในการสร้างเรือ ซึ่งใครขัดขืนคำสั่งไม่ยอมปลูกจะมีโทษปรับ

 

รูป King Henry VIII

 

ค.ศ. 1563 Garcia da Orta แพทย์ชาวโปรตุเกสรายงานเกี่ยวกับคุณประโยชน์ทางด้านยาของกัญชา

ค.ศ. 1621 หนังสือชื่อ The Anatomy of Melancholy เขียนโดย Robert Burton ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคซึมเศร้าจากมหาวิทยาลัย Oxford ระบุว่ากัญชาอาจช่วยรักษาอาการของโรคซึมเศร้าได้

 

หนังสือ The Anatomy of Melancholy

 

ค.ศ. 1700 เริ่มมีการแบ่งแยกสายพันธุ์กัญชากับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม มีการผสมพันธุ์เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงความมึนเมา โดยเรียกกัญชาที่ใช้ประโยชน์จากเส้นใยว่า Hemp

ค.ศ. 1764 การใช้กัญชาทางการแพทย์เริ่มเกิดขึ้นในอเมริกา โดยรัฐแรกที่มีการใช้น่าจะเป็น New England โดยปรากฏการขายยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม

ค.ศ. 1776 รัฐ Kentuckey ในสหรัฐเริ่มปลูก Hemp เพื่ออุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก

 

ค.ศ. 1798  นโปเลียน ประกาศห้ามการใช้กัญชาในฝรั่งเศสทั้งหมด หลังจากที่กลับมาจากประเทศอียิปต์และเห็นว่าชนชั้นล่างของอียิปต์นั้นใช้กัญชากันมาก

ค.ศ. 1850 กัญชาถูกบรรจุเป็นตำรับยาในสหรัฐอเมริกา

รูปยากัญชา

 

ค.ศ. 1856 ราชอาณาจักรอังกฤษ เรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายกัญชาในอินเดีย ซึ่งในช่วงนั้นอินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ค.ศ. 1890 พระราชีนี วิคตอเรีย (Queen Victoria) พระราชินีแห่งเกาะอังกฤษ ได้รับยาจากกัญชาโดยแพทย์ประจำตัว Sir Jr. Reynolds เพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน และในยุคนั้นยาจากกัญชาสามารถหาซื้อได้ทั่วไปในเกาะอังกฤษ

ค.ศ. 1910 การปฎิวัติในแม็กซิโกทำให้ชาวแม็กซิกันหลบหนีสภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ตกต่ำเข้ามาทำงานในอเมริกาจำนวนมาก ชาวแม็กซิกันได้เข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมการใช้กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นยุคมืดของกัญชา

 

ยุคมืดของกัญชา

 

ค.ศ. 1915-1927 มลรัฐต่างๆ ในอเมริกาเริ่มมีการห้ามใช้กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ยังคงอนุญาตให้ใช้เป็นยาได้ เริ่มตั้งแต่ แคลิฟอร์เนีย (1915) เท็กซัส (1919) หลุยเซียน่า (1924) นิวยอร์ค (1927)

 

ค.ศ. 1920 สหรัฐอเมริกาประกาศให้แอลกอฮอล์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยห้ามผลิต มีไว้ในครอบครอง  และห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของโลกในการทำให้สิ่งมึนเมาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

 

การทำให้แอลกอฮอล์ผิดกฎหมายทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมาอย่างกว้างขวางในสังคม การลักลอบผลิตแอลกอฮอล์กลายเป็นธุรกิจกำไรงามที่ผู้คนพร้อมจะละเมิด เพียงเวลาไม่นานจากผู้ผลิตเหล้าเถื่อนธรรมดา ยกระดับขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล มีอาวุธ และมีอำนาจเงินมหาศาล

ภาพจับเหล้าเถื่อน ค.ศ. 1925

 

กฎหมายการห้ามแอลกอฮอล์กลายเป็นเพียงกระดาษเปล่า เมื่อเงินจากธุรกิจมืดสามารถซื้อเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนเกิดภาวะการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ยุติธรรม เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอำนาจผูกขาดตลาดมืดไปในที่สุด

 

กระบวนการเรียกร้องให้แอลกอฮอล์ถูกกฎหมายจึงเริ่มขึ้นในช่วงปลายยุค 1920 เมื่อมีประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้อง สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย จนในที่สุดยุคของแอลกอฮอล์ผิดกฎหมายก็สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1933

 

เหตุการณ์ข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงในสหรัฐอเมริกา แต่เกิดขึ้นกับประเทศที่ทำให้แอลกอฮอล์ผิดกฎหมาย ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันเช่น Iceland (1915-1933), Norway (1916-1927), Finland (1919-1932) ฯลฯ

 

ค.ศ. 1934 หลังจากที่แอลกอฮอล์ถูกกฎหมายเพียง 1 ปี กองปราบปรามยาเสพติดสหรัฐนำโดย Harry J. Anslinger เริ่มมีการขยับเพื่อผลักดันให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยเริ่มต้นจากการ เปลี่ยนชื่อกัญชา จากที่เคยใช้คำว่า “Cannabis” ไปเป็น “Marijuana” ที่มาจากภาษาแม็กซิกัน  เพื่อทำให้กัญชากลายเป็นสิ่งที่ชาวแม็กซิกันและคนดำใช้ และพยายามเชื่อมโยงอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากชนชั้นล่างกับอาชญากรรมในประเทศ

ภาพ Harry J. Anslinger

 

ค.ศ. 1935 Harry J. Anslinger ใช้นโยบายทางด้านสื่อโจมตีกัญชาในรูปแบบต่างๆ  โดยตัวเค้าออกรายการวิทยุทุกสัปดาห์เพื่อพูดเกี่ยวกับความเลวร้ายของกัญชาที่จะทำร้ายสังคม กัญชาคือฆาตรกร คือสาเหตุของอาชญากรรม คือพืชที่มีรากมาจากนรก รวมทั้งการทำสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ใช้คำชวนเชื่อที่รุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม

โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง Marihuana ค.ศ. 1936

 

การโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ :  จงระวังไว้ให้ดี คุณอาจได้รับมันจากคนแปลกหน้าที่ดูเป็นมิตร มันคือ ยาแห่งความตาย “กัญชา” ยาเสพติดรุนแรงที่จะนำคุณไปสู่ ความบ้าคลั่ง ฆาตรกรรม และความตาย

 

ค.ศ. 1936 ภาพยนตร์เรื่อง Reefer Madness ภาพยนตร์ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความบ้าคลั่งของการเสพกัญชา การฆาตรกรรม ความรุนแรงทางเพศ ทางภาษา อารมณ์ที่รุนแรงก้าวร้าว ผ่านตัวละครที่เสพกัญชา ได้เข้าฉายทั่วอเมริกา และสร้างมุมมอง ทัศนคติที่มีต่อกัญชาให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง Reefer Madness ค.ศ. 1936 – เนื้อหาในภาพยนตร์ที่นำเสนอการใช้ความรุนแรงของผู้เสพกัญชา

 

ในภายหลังมีการเปิดเผยว่าการกระทำที่ใส่ร้ายกัญชาของ Harry J. Anslinger  เพียงเพราะเค้าต้องการได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการปราบปราม และได้รับผลประโยชน์จากบริษัทยา บริษัทผลิตฝ้าย ฯลฯ ที่มีพืชกัญชาเป็นศัตรูทางเศรษฐกิจ

 

ค.ศ. 1937 สภาคองเกรซของอเมริกาออกกฎหมายห้ามการใช้กัญชาทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่การใช้เส้นใยในอุตสาหกรรม ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าเป็นอาชญากรรม การออกกฎหมายของอเมริกาในครั้งนี้นับเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาไปทั่วโลก

แม้จะมีเสียงคัดค้านจาก Dr. William C. Woodward ตัวแทนจากสมาคมการแพทย์อเมริกัน (The American Medical Association) คัดค้านในสภาว่า ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากัญชา คือยาเสพติดที่อันตราย และที่มากกว่านั้นการออกกฎหมายในลักษณะนี้จะเป็นการทำให้สูญเสียผลประโยชน์ทางด้านการแพทย์ในการสืบค้นยารักษาโรคจากกัญชาที่อาจเป็นไปได้ในอนาคตอีกด้วย แต่ก็ถูกปฎิเสธ

 

ค.ศ. 1938 บริษัท ดูปองท์ (DuPont) จากสหรัฐอเมริกา จดสิทธิบัตรในกระบวนการการสร้างพลาสติกจากถ่านหินและน้ำมัน และสิทธิบัตรกระบวนการผลิตกระดาษจากเยื่อไม้ ซึ่งก่อนหน้ากระดาษที่ใช้ในอเมริกา 70% ผลิตมาจาก Hemp

ค.ศ. 1940 ทัศนคติ มุมมอง และการทำให้กัญชาผิดกฎหมายจากสหรัฐอเมริกาแพร่กระจายไปทั่วโลก

ค.ศ. 1941 กัญชาถูกลบออกจากตำรับยา และไม่ถูกพิจารณาเป็นยาอีกต่อไปในอเมริกา

ค.ศ. 1951 สหรัฐอเมริกาเพิ่มความรุนแรงในการลงโทษกรณียาเสพติด

ค.ศ. 1971 สหรัฐอเมริกามีการแบ่งบัญชียาเสพติดตามความรุนแรง และกัญชาถูกจัดอยู่ในบัญชีที่ 1 คือ ยาเสพติดที่รุนแรงที่สุด โดยไม่มีคุณสมบัติทางยาใดๆ

ค.ศ. 1972 อดีตประธานาธิบดี Richard Nixon ต้องการเงินในการปราบปรามยาเสพติดจำนวนมาก เค้าจึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัย เวอร์จีเนีย ทำงานวิจัยว่ากัญชานั้นก่อให้เกิดมะเร็งในผู้ใช้ เพื่อสนับสนุนความชอบธรรมในการปราบปราม

อดีตประธานาธิบดี Richard Nixon

 

ค.ศ. 1974 ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวอร์จีเนียเสร็จสิ้นลง และมีรายงานว่า THC ในกัญชาเมื่อมีการแปรรูปในแบบที่มีความเข้มข้นสูง จะโจมตีเซลล์มะเร็งในร่างกาย และยังคงรักษาเซลล์ที่ดีไว้

ทีมวิจัยสรุปว่ามันอาจเป็นการรักษาที่ถูกต้องสำหรับโรคมะเร็งก็เป็นได้ เพราะมันทำงานได้อย่างรวดเร็วและทำงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในรายงานยังพูดถึงผลของการใช้กัญชาส่วนบุคคลว่ามีผลกระทบต่อสังคมน้อยนิด และครอบคลุมเรื่องความเข้าใจผิดในหลายๆ เรื่อง

 

เมื่อ Nixon ได้ทราบผลของการศึกษาทำให้เขาโกรธจัด เพราะสิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอด 2 ปีคือ รายงานที่สนับสนุนการทำสงครามกับยาเสพติด เขาโยนงานวิจัยทิ้งลงถังขยะและสั่งปิดการวิจัยทั้งหมด และเรื่องราวเหล่านี้ถูกปิดบังเอาไว้กว่า 30 ปี ตามกฎการปิดบังความลับของประธานาธิบดีสหรัฐ

งานวิจัยกัญชาในปี 1972

 

ค.ศ. 1999 รัฐบาลสหรัฐจดสิทธิบัตรกัญชา หมายเลข US6630507 B1

อ้างสิทธิในการใช้กัญชารักษาโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์, พาร์กินสัน, โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่เกิดจาก Oxidative Stress (เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ) เช่น โรคหัวใจ, โรคปลายปลอกประสาทเสื่อม, โรคเบาหวาน แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายและองค์การอาหารและยายังคงปฎิเสธว่ากัญชาสามารถใช้เป็นยาได้

 

วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2014 รัฐโคโลราโด กัญชา ถูกกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบภายใต้การควบคุมทั้งการผลิต ซื้อขาย และการเสพ เป็นสัญญาณแห่งการจบสิ้นยุคมืดของกัญชา และก้าวเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง

 

งาน 420 ค.ศ. 2016 Denver Colorado

 

โดย รัฐพล แสนรัก

 

Media:

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNzsnrOonFwTAmVUGHyeGIYlfF-rEweg_-8o1mX

https://photos.google.com/u/1/photo/AF1QipMyST9ifdI5F6yM1yGMvJcTWC5z5dS9R057Uqfe

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNcgVLJs-FtPQ9HTtjUWQPM3XJcv3MY94Nj0uNA

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipPSouWFTnfKPGw36YMhlKAjD6YUOdQdT5UtW8WO

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNrI8-WG0UQOP4R1sZaptOydCfgZhzsezaJ0lqc

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNzaDtj9uGWa9vd5XVXYBVkPc1bDVsqKbO_r7mu

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipOG_OG0cy0QdIjKK9Gw5aC62GuIo9svRCYt8Nwa

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipMJVSHYJcnHHb0msnHKZ-mu75WNWGXnsfZ0UAkN

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipPhTDh2qW7HfjzZ-sDSDmp2GJJORhYCW3balKhz

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNUX0Y87Snt-gS1V9IyavJvpwHQUzwK2nDOhC1P

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipPnvsD1mJIrZiL0TODuxTQhNh-VSWjEFW1N8EDV

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNhJiQmxNN5Y9yQGfP7P9rH5EsO378yOw5PtTKW

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipMLJItErm6LV_HTzvLz8mkwoTL9czlRvLoPCOV1

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipNT_L8uv11Eor5OiHDTT_mK9CQi-2aAXMhqGHAh

https://photos.google.com/u/1/album/AF1QipN9DdlsFh81KHFADKPR3Nsr6e6I4eDZ00OKEIJ1/photo/AF1QipM3GW1b0Tocf_SRohLK8lj99YmvXUy_ZWcgsX1A

 

Source:

https://worldnewsdailyreport.com/pakistan-cannabis-discovered-in-prehistoric-tomb/ (2nd pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Pazyryk_burials#/media/File:PazyrikHorseman.JPG (4th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Galen#/media/File:Galenus.jpg (5th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/The_Anatomy_of_Melancholy#/media/File:The_Anatomy_of_Melancholy_by_Robert_Burton_frontispiece_1638_edition.jpg (6th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Medical_cannabis#/media/File:Drug_bottle_containing_cannabis.jpg (7th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Prohibition#/media/File:Raid_at_elk_lake.jpg (8th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Harry_J._Anslinger#/media/File:Harry_Jacob_Anslinger.jpg (9th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Marihuana_(film)#/media/File:Marihuana_1_(1936).jpg (10th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Cannabis_(drug)#/media/File:Killerdrug.jpg (11th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Reefer_Madness#/media/File:Reefer_Madness_(1936).jpg (12th pic)

https://en.wikipedia.org/wiki/Richard_Nixon#/media/File:NixononCambodia.jpg (13th pic)

https://www.ocregister.com/2016/10/18/consider-colorado-how-has-legalized-pot-changed-the-state-4-years-later/ (14th pic)