ถึงแม้ว่าสถานะทางกฎหมายของกัญชาและกระท่อมให้สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ แต่ในทางกฎหมายพืชทั้งสองชนิดนี้ยังคงมีสถานะเป็นยาเสพติด จึงไม่สามารถนํากัญชา และกระท่อมมาใช้ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์ และไม่สามารถมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพราะสถานะของกัญชาและกระท่อมเป็นแบบนี่จึงส่งผลกระทบต่อโอกาสในการ นําไปใช้การป้องกัน บําบัดโรค หรือ รักษาผู้ป่วย การศึกษาวิจัยหรือการคิดค้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์

“ผู้ป่วยที่ต้องการที่จะปลูกกัญชามารักษาตนเองก็ยังไม่สามารถทำได้ หรือหากผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยต้องการปลูกกัญชาเพื่อที่ปรุงยาตามตำรับยาแพทย์แผนไทยก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ตามกฎหมายใหม่”

กล่าวโดย ilaw

เพราะเหตุนี้จึงทำให้เครือข่ายนักวิชาการ ประชาชนและภาคประชาสังคมร่วมกันผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.พืชยา กัญชา กระท่อม ฉบับเต็ม” (link) ขึ้นมา เพื่อปลดล็อคกัญชาและกระท่อมจากสถานะยาเสพติด  ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดฯ มาเป็น “พืชยา” ที่สามารถนำไปใช้ทางการแพทย์หรือเพื่อการบริโภคตามวิถีชีวิต โดยมีมาตรการในการควบคุมซึ่งมาจากชุมชนและภาครัฐ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการยกร่างเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ และจะมีการล่ารายชื่อ (link)10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเป็นกฎหมายฉบับประชาชนสู่สภา ต้องขอขอบคุณ ilaw ที่เรียบเรียง ร่างพืชยาฯ กัญชา และ กระท่อมฉบับย่อออกมาให้เราได้ชมมากัน 

โดยปัจจัยหลักๆมีอยู่ 5 ปัจจัย

  1. กัญชา กระท่อม คือ “พืชยา” ไม่ใช่ยาเสพติด
  2. ผู้ป่วย-สถานพยาบาล สามารถปลูกกัญชาได้ภายใต้การกำกับ (สามารถปลูกได้ไม่เกิน 4 ต้น)
  3. ใช้ “ธรรมนูญชุมชน” กำกับการปลูกและการใช้พืชยา
  4. ให้มีคณะกรรมการพืชยาที่มาจาก ภาครัฐ-นักวิชาการ-ประชาสังคม 
  5. จัดตั้ง “สถาบันพืชยา กัญชา กระท่อมแห่งชาติ” ส่งเสริมการวิจัย
ขอบคุณภาพจาก ilaw

 กัญชา กระท่อม คือ “พืชยา” ไม่ใช่ยาเสพติด

มาตรา 3 ตามพ.ร.บ.พืชยาฯ นี้เป็นหัวใจในการปลดล็อคพืชยาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น กัญชาหรือกระท่อมและพืชยาอื่นๆที่อาจจะทำการขออนุญาตตามกฎหมายนี้ในอนาคตเพื่อให้มีสถานะเป็นพืชยา ซึ่งก็จะทำให้พืชยาทุกชนิดตามกฎหมายนี้ไม่อยู่ในความหมายของ “ยาเสพติด” ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดอีกต่อไป เพื่อทำให้มีเสรีภาพในการใช้พืชยานั้นๆมากขึ้นในทางการแพทย์และใช้ตามวิถีชีวิตชุมชน(แต่ทว่า ณ ตอนนี้ กฏหมาย UN ก็ยังคงล๊อคกัญชาอยู่) 

มาตรา 4 ได้เปลี่ยนคำนิยามของพืชบางชนิดเสียใหม่ โดยขอบเขตของคำว่าพืชยา ได้แก่ กัญชา กระท่อม และพืชยาอื่นที่มีฤทธิ์ทางยาซึ่งมีส่วนประกอบของสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และมี “สารสำคัญ” ที่สามารถใช้ป้องกัน บําบัด บรรเทา รักษาความเจ็บป่วย รวมถึงผลิตภัณฑ์ สําเร็จรูปตามที่รัฐมนตรีประกาศ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการร่วมพืชยา กัญชา กระท่อม (คณะกรรมการร่วมพืชยา กัญชา กระท่อมตามร่างกฎหมายฉบับนี้) แต่นิยามพืชยาจะไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพร 

ผู้ป่วย-สถานพยาบาล สามารถปลูกกัญชาได้ภายใต้การกำกับ

มาตรา 6 กล่าวว่า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ มี อํานาจประกาศกำหนดเกี่ยวกับพืชยา ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดชื่อของพืชยาอื่นตามพระราชบัญญัตินี้
  2. กำหนดมาตรฐานว่าด้วยปริมาณ ส่วนประกอบ คุณภาพ ความบริสุทธิ์หรือลักษณะอื่น ตลอดจนการบรรจุและการเก็บรักษาของพืชยา
  3. กำหนดจำนวนและจำนวนเพิ่มเติมซึ่งพืชยาที่จะต้องใช้ในทางการแพทย์และทาง วิทยาศาสตร์ทั่วราชอาณาจักรประจำปี
  4. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดพื้นที่ปลูก ปริมาณพืชยาที่ผู้อนุญาตจะ อนุญาตให้ปลูก ผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงแหล่งปลูกที่มีพันธุ์พื้นเมือง เป็นหลัก
  5. ระบุชื่อและประเภทตำรับยาที่มีส่วนประกอบของพืชยา ซึ่งต้องมีคำตือนหรือข้อควร ระวัง และข้อความของคำเตือนหรือข้อควรระวังเป็นตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายให้ผู้ใช้ระมัดระวังตาม ความจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้
  6. กำหนดสถานที่แห่งใดในราชอาณาจักรให้เป็นด่านตรวจสอบพืชยาที่นำเข้า ส่งออก หรือ นำผ่าน
  7. กำหนดสถานที่ห้ามใช้กัญชา กระท่อม หรือพืชยาอื่น
  8. กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และการอื่นใดที่เกี่ยวกับพืชยาตามพระราชบัญญัตินี้

ในมาตรา 36 ตามพ.ร.บ.พืชยาฯ ระบุไว้ว่า

ใบอนุญาตเกี่ยวกับพืชยาแบ่งเป็นประเภท ดังต่อไปนี้

  1. ใบอนุญาตปลูกพืชยาหรือเมล็ดพันธ์ุกัญชาตามปริมาณที่กําหนดไว้ในประกาศที่ออก ตามความในมาตรา 6
  2. ใบอนุญาตผลิตพืชยา ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือผลิตภัณฑ์กระท่อม 
  3. ใบอนุญาตนําเข้าพืชยา ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือผลิตภัณฑ์กระท่อม 
  4. ใบอนุญาตจําหน่ายพืชยา ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือผลิตภัณฑ์กระท่อม 
  5. ใบอนุญาตส่งออกพืชยา ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือผลิตภัณฑ์กระท่อม 

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ในกรณีต่อไปนี้

(1) การปลูกกัญชาเพื่อใช้ตามวิถีชุมชนตามธรรมนูญชุมชน หรือการปลูกของผู้ป่วยหรือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเพื่อใช้ในการป้องกัน บําบัดโรคเบื้องต้น สามารถปลูกได้จํานวนไม่เกินสี่ต้นที่มีช่อดอกต่อครัวเรือน โดยผู้ปลูกกัญชาจะต้องปฏิบัติตามธรรมนูญชุมชน และห้ามนํากัญชาหรือผลิตภัณฑ์กัญชามาใช้ ในทางการค้าหรือดําเนินการใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือขัดต่อกฎหมายอื่นท่ีเกี่ยวข้อง

(2) การปลูกที่ดําเนินการโดยสถานพยาบาลของรัฐเพื่อใช้ในการบําบัดหรือรักษาผู้ป่วย ทั้งนี้ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับในการปลูกของสถาบัน ให้สถาบันกําหนดระเบียบหรือแนวปฏิบัติในการปลูกกัญชาตามวรรคสอง และการรายงาน ข้อมูลการปลูกให้แก่สถาบัน

ตามร่าง พ.ร.บ.พืชยาฯ กำหนดให้ผู้ปลูกกัญชาเพื่อใช้ตามวิถีชุมชนตามธรรมนูญชุมชน หรือการปลูกของผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยเพื่อใช้ในการป้องกัน บำบัดโรคเบื้องต้น สามารถจะปลูกได้เอง ในจำนวนไม่เกิน 4 ต้นต่อครัวเรือน แต่ในส่วนของกรณีกลุ่มผู้ปลูกกัญชาดังกล่าวต้องปฏิบัติตามธรรมนูญชุมชน และห้ามนำกัญชาหรือผลิตภัณฑ์กัญชามาใช้ในทางการค้า หรือการดำเนินการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะหากไม่ปฏิบัติตามธรรมนูญชุมชนแล้วนั้นจะต้องทำการขออนุญาตตามหลักเกณฑ์เหมือนผู้ประกอบการ

ใช้ “ธรรมนูญชุมชน” กำกับการปลูกและการใช้พืชยา

ในมาตรา 10 ของร่าง พ.ร.บ.พืชยาฯ ยังกำหนดให้บุคคลหลายคนที่มีวิถีชีวิตสอดคล้องเกี่ยวพันกันเป็นชุมชนมีสิทธิรวมตัวกันและจดแจ้งเป็น “ชุมชนพืชยา” กับสถาบันพืชยาในการดำเนินการบริหารจัดการพืชยาเพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกการครอบครอง หรือการใช้ตามวิถีชีวิตที่กำหนดในธรรมนูญชุมชน และกำหนดมาตรการเฝ้าระวังการใช้พืชยาที่มีความปลอดภัย ป้องกันและลดผลกระทบจากการใช้กัญชาและกระท่อมที่ไม่เหมาะสม โดยจะต้องจัดให้มีกลไกคณะกรรมการภายในชุมชนเข้ามากำกับดูแล

ในมาตรา 11 ของร่าง พ.ร.บ.พืชยาฯ กำหนดให้มีกลไกในการใช้ การครอบครอง หรือการใช้ประโยชน์จากพืชยาผ่าน “ธรรมนูญชุมชน” ซึ่งเป็นกติกาที่ชุมชนตกลงร่วมกัน เพื่อกําหนดแนวทางการใช้ การครอบครอง หรือการใช้ประโยชน์อื่นใดจากพืชยาในทางการแพทย์ รวมถึงการใช้ประโยชน์อื่นใดที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณีของสมาชิกของชุมชนและท้องถิ่น และกำหนดให้มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน 

ในมาตรา 12 ของพ.ร.บ.พืชยา ระบุไว้ว่า

ธรรมนูญชุมชนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพืชยาจะต้องมีสาระสําคัญอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

  1. การควบคุม เฝ้าระวังเยาวชนและสมาชิกของชุมชน มิให้บริโภคหรือใช้พืชยาที่มีส่วนผสม ของยาเสพติดอื่น หรือมิให้นําไปใช้หรือบริโภคด้วยวิธีการที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
  2. แนวปฏิบัติหรือวิธีการปลูก ครอบครอง ใช้ประโยชน์จากพืชยาในปริมาณที่กําหนด เพื่อ ประโยชน์ในการป้องกัน บําบัดโรค หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย
  3. การใช้ตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม หรือจิตวิญญาณของสมาชิกในชุมชน
  4. การลดอันตรายจากการใช้พืชยา
  5. ข้อกําหนดในการนําพืชยามาใช้ในประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษาวิจัย การผลิต หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  6. การรายงานการใช้ประโยชน์จากของชุมชนที่จัดทําโดยคณะกรรมการชุมชน

ให้มีคณะกรรมการพืชยาที่มาจาก ภาครัฐ-นักวิชาการ-ประชาสังคม

ในมาตรา 15 ตามร่าง พ.ร.บ.พืชยาฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมพืชยา กัญชา กระท่อม โดยมีคณะกรรมการทั้งหมดจำนวน 25 คน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานคณะกรรมการคนที่หนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง 

และกำหนดให้มีกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายกสภาเภสัชกรรม นายกแพทยสภา นายกสภาการแพทย์แผนไทย รวมแล้วมีกรรมการโดยตำแหน่งทั้งสิ้น 8 คน

และกำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน โดยการแต่งตั้งของรัฐมนตรีจากบุคคลที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ด้านเภสัชศาสตร์ เภสัชอุตสาหกรรม พฤกษศาสตร์ พิษวิทยา เวชศาสตร์ชุมชนหรือเวชศาสตร์ครอบครัว การแพทย์แผนไทยด้านเวชกรรมไทย การแพทย์แผนไทยด้านเภสัชกรรมไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ จิตเวช และด้านกฎหมาย 

และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คนโดยการแต่งตั้งของรัฐมนตรีจากบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยภาคเอกชนที่ทำงานโดยไม่แสวงหาผลกำไร(Ngos)ที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 5 ปี และทำงานในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สาธารณสุข การคุ้มครองภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย และด้านสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิผู้ป่วย โดยกำหนดให้ผู้อำนวยการสถาบันพืชยา กัญชา กระท่อมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ในมาตรา 21 ของพ.ร.บ.พืชยาฯ ได้กำหนดขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการร่วมพืชยาไว้ว่าคณะกรรมการร่วมมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำนโยบายส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาพืชยา กัญชา กระท่อม มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานและกำกับดูแลการดำเนินงานของสถาบันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ทำการส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชา กระท่อม ทำการส่งเสริมการพัฒนาภูมิปัญหาการแพทย์แผนไทย มีอำนาจในการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีส่วนผสมของพืชยา การให้คำแนะนำต่อผู้ได้รับใบอนุญาตพืชยารวมถึงการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต

จัดตั้ง “สถาบันพืชยา กัญชา กระท่อมแห่งชาติ” ส่งเสริมการวิจัย

ในมาตรา 24 ของร่าง พ.ร.บ.พืชยาฯ กำหนดให้มี “สถาบันพืชยา กัญชา กระท่อมแห่งชาติ” เป็นหน่วยงานในกับกำของรัฐสังกัดนายกรัฐมนตรี 

ในมาตรา 25 ของร่างพ.ร.บ.เดียวกันนี้ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันพืชยาฯไว้ว่า ให้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการและปฏิบัติตามภาระงานที่ได้รับมอบหมายของคณะกรรมการร่วมพืชยาฯ จัดทำโยบายเพื่อเสนอแก่คณะกรรมการ ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพืชยา รับจดแจ้งชุมชนพืชยาและพิจารณาอนุมัติธรรมนูญชุมชน รวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลการขออนุญาตเกี่ยวกับพืชยาและการขึ้นทะเบียนตำรับยา เผยแพร่ข้อมูลผลการดำเนินงานของสถาบันและความรู้ในการปลูกพืชยา การใช้พืชยาที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ห้ามการโฆษณากัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชา และมีการควบคุมราคายา

ในมาตรา 69 ของร่าง พ.ร.บ.พืชยาฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการโฆษณา กล่าวคือ ห้ามไม่ให้โฆษณากัญชาและกระท่อม ให้รัฐมนตรีประกาศรายชื่อยาที่จําหน่ายได้ไม่เกิน ราคาที่กําหนดไว้
แต่หากเป็นกรณีตามมาตรา 70 ของร่างพ.ร.บ.พืชยาฯนี้ กล่าวคือถ้าเป็นพืชยาที่เป็นตำรับยาสามัญประจำบ้านก็สามารถทำการโฆษณาได้ แต่ห้ามโฆษณาเกินจริงหรือโฆษณาอันเป็นเท็จ และนอกจากนั้นตามมาตรา 64 ของร่างพ.ร.บ.พืชยาฯได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมราคายาเพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการกำหนดราคาซื้อราคาขาย หรือ ขาดแคลนยา

ให้ เลขาธิการ อย. ขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีพืชยาเป็นสาระสำคัญ

มาตรา 41 ของร่าง พ.ร.บ.พืชยา ได้กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีพืชยาเป็นสารสำคัญ โดยหากเป็นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบัน ตำรับยาแผนไทยที่มีส่วนผสมของกัญชา กระท่อม หรือพืชยาอื่น ผู้อนุญาตคือเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือผู้ที่เลขาธิการ อย. มอบหมาย แต่สำหรับกรณีทะเบียนกัญชา กระท่อม หรือพืชยาอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในอำนาจของเลขาธิการ อย. ผู้อนุญาต คือ ผู้อำนวยการสถาบันพืชยาหรือผู้ที่ผู้อำนวยการพืชยามอบหมาย

“แนวทางการขึ้นทะเบียนตำรับ การอนุญาตผลิต นำเข้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา กระท่อม หรือพืชยาอื่นๆว่า ควรมีการกำหนดบทบัญญัติการออกใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการผลิตภัณฑ์กัญชา และกระท่อม หรือพืชยาอื่น โดยควบคุมดูแลในทำนองเดียวกันกับยา ซึ่งต้องสั่งใช้โดยแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทย และจ่ายยาโดยเภสัชกรเท่านั้น”

ผศ.ภญ.ดร.สุนทรี ท. ชัยสัมฤทธิ์โชค คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ใน งานแถลงข่าว “ร่าง พ.ร.บ.พืชยา กัญชา กระท่อม ฉบับประชาชน”

โอนบางหน่วยงานของ ป.ป.ส. ไปเป็นสำนักงานตามกฎหมายพืชยา

ในบทเฉพาะกาล(กฏหมายชั่วคราว)มาตรา 102 ของร่างพ.ร.บ.นี้ ได้เสนอในเรื่องของกําหนดให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสํานักงาน ป.ป.ส. ใน ส่วนของสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติดไปเป็นของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ และให้โอน พนักงานของสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติดสํานักงาน ป.ป.ส. ไปเป็นพนักงานของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้

“อีกหนึ่งในสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ เสนอให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มอบอำนาจให้ สถาบันพืชยา กัญชา กระท่อมแห่งชาติ จัดระบบพืชยาทุกประเภท เพื่อสร้างความสมดุลในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพืชยา”

ผศ.ภญ.ดร.สุนทรี กล่าว

สำหรับผู้ที่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.พืชยา กัญชา กระท่อม และอยากสนับสนุนสามารถมีส่วนร่วมในการ่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้โดยการทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 

ฟอร์มสนับสนุนร่าง พรบ พืชยา
  1. กรอกข้อมูลใน แบบฟอร์มลงชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม ฉบับประชาชน (link)ให้ครบถ้วน
  2. แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (หรือบัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้และมีหมายเลขประจำตัวประชาชน) พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง และเซ็นชื่อกำกับ และเขียนคร่อมเขียนกำกับว่า “เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. …
  3. ส่งแบบฟอร์มที่กรอกข้อมูลแล้วพร้อมสำเนาบัตรข้างต้น มาที่ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. 10330

Source: Ilaw, Thai-Drug-Watch,