อย.เตรียมออกอนุบัญญัติกัญชาทางการแพทย์เพื่อประกอบพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ฉบับใหม่ พร้อมเผยโรคที่ใช้กัญชาได้

– สรุป –

  • 1. อย.เตรียมออกอนุบัญญัติกัญชาทางการแพทย์เพื่อประกอบพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ฉบับใหม่ ดังนี้
        • ประกาศนิรโทษ 2 ฉบับ เป็นการ Set Zero ให้คนแอบใช้ หากป่วยจริง เป็นหมอจริง หรือวิจัยจริง ไม่เอาผิดและให้ใช้ต่อได้ แต่หากไม่มาแสดงตัวก็จะโดนเอาผิด
        • กฎกระทรวงเรื่องการผลิต การปลูก สกัด วิจัย จำหน่าย และส่งออก
        • ประกาศตำรับยาจากกัญชา จัดทำโดยกรมการแพทย์และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
        • ประกาศประเภทแพทย์แผนไทย ว่าแพทย์แผนไทยประเภทไหนที่สามารถใช้ได้บ้าง
        • ประกาศอื่นๆ เป็นลักษณะของระบบรายงาน ระบบหลังบ้านต่างๆ คล้ายกับวิธีจัดการยาเสพติดทางการแพทย์อื่นๆ เช่น มอร์ฟีน
        • ซึ่งการออกอนุบัญญัติเหล่านี้ก็เพื่อให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ อะไรที่อาจเป็นอุปสรรคก็อาจออกแนวทางเพิ่มเติมได้
  • 2. ผู้ป่วยที่มาแจ้งขอครอบครองกัญชา ต้องเป็นผู้ป่วยตามกลุ่มโรคที่กำหนด ดังนี้
        • กลุ่มที่ 1 มี 4 โรคชัดเจนที่สามารถใช้ได้ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง
        • กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่น่าจะมีประโยชน์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย
        • กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่ใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต เช่น การใช้นำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องวิจัยต่อไป

    ว็ปไซค์ https://www.khaosod.co.th ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2562 ที่ผ่านมา นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการเตรียมออกอนุบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. …

    ซึ่งมีประกาศในส่วนของการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชาด้วยนั้น ว่า หากมาแจ้งการครอบครองกัญชาภายใน 90 วันตามที่กำหนดหลังจากกฎหมายใหญ่บังคับใช้ ก็จะไม่ต้องรับโทษ และออกแบบให้บางกลุ่มสามารถครอบครองต่อไปได้ เช่น ถ้าเป็นคนไข้จริง เป็นแพทย์แผนไทยจริง เป็นหมอพื้นบ้าน หรือจะทำงานวิจัยต่อ แต่ก็ต้องมาขออนุญาตตามกฎกระทรวงใหม่ ซึ่งผู้ป่วยก็จะได้รับการดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทยในการสั่งยาจากกัญชาเพื่อดูแล โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากนอกระบบ เป็นการคุ้มครองประชาชน ส่วนกลุ่มที่ไม่มาแจ้งก็ต้องเอาผิดตามกฎหมายเพราะการครอบครองถือว่ามีความผิด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย

    นพ.ธเรศ กล่าวว่า นอกจากประกาศนิรโทษ 2 ฉบับ และกฎกระทรวงเรื่องการผลิต การปลูก สกัด วิจัย จำหน่าย และส่งออก แล้วนั้น ยังมีประกาศฉบับอื่นๆ ที่เร่งดำเนินการอีก ซึ่งจะมีเรื่องของประกาศตำรับยาจากกัญชา ซึ่งได้ให้กรมการแพทย์และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไปดูว่าโรคอะไร ตำรับอะไรบ้างที่จะใช้กัญชาบำบัดรักษา และกำลังไปดูวิธีในการเขียนประกาศอยู่ว่า ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทยจะอยู่ในประกาศเดียวกันหรือไม่ หรือหากสะดวกอาจออกประกาศแยกกันก็ได้ และอีกฉบับจะเป็นประกาศประเภทแพทย์แผนไทยว่า แพทย์แผนไทยประเภทไหนที่สามารถใช้ได้ ส่วนประกาศอื่นๆ จะเป็นลักษณะของระบบรายงาน ระบบหลังบ้านต่างๆ ซึ่งตรงนี้เราเคยทำกับยาเสพติดทางการแพทย์อื่นๆ อย่างมอร์ฟีนมาแล้ว ก็จะมีความคล้ายกัน ซึ่งการออกอนุบัญญัติเหล่านี้ก็เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่อะไรที่อาจเป็นอุปสรรคก็อาจออกแนวทางเพิ่มเติมได้ โดยอาจออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือออกเป็นไกด์ไลน์ได้ ถือเป็นการพัฒนา

    เมื่อถามว่า ผู้ป่วยที่มาแจ้งครอบครองกัญชา ต้องเป็นผู้ป่วยโรคตามที่กำหนดหรือไม่ นพ.ธเรศ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มโรคเป็นไปตามที่เราคุยกับกรมการแพทย์ คือ

    กลุ่มแรก มี 4 โรคชัดเจนที่สามารถใช้ได้ กลุ่มสอง คือ น่าจะมีประโยชน์ และอีกกลุ่มทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งคิดว่า 2 กลุ่มนี้ที่อาจเปิดกว้าง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ อย่างมะเร็งระยะสุดท้าย ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ไม่ได้รักษามะเร็ง หรือกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะใช้กัญชาในการบำบัดโรคนั้น ได้ให้กรมการแพทย์ประมาณการณ์จำนวนผู้ป่วยและปริมาณที่ต้องการใช้กัญชาในการบำบัดรักษาโรค เพราะประเทศไทยอยู่ใต้สนธิสัญญา ดังนั้น โควต้าการผลิตต้องแจ้งให้องค์การควบคุมยาเสพติดระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรียรับทราบด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 4 กลุ่มโรคที่สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง ส่วนอีก 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคที่น่าจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจจะมีประโยชน์ เช่น การใช้นำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องเริ่มวิจัยตั้งแต่หลอดทดลอง และระดับคลินิกต่อไป

    ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_2205926

    #กัญชาชน #Highland