• “เสรีกัญชา” หมายถึง Free Market หรือ การค้าเสรี
    • Decriminalize และ Legalize นั้นไม่ใช่การสนับสนุนให้ผู้คนใช้กัญชา
    • Decriminalize หมายถึง การไม่เป็นอาชญากรรม
    • Legalize (ถูกกฎหมาย) นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การจัดการ

 

เมื่อพูดถึงกัญชาในแง่ของกฎหมายจะได้ยินสองคำนี้อยู่บ่อยๆ แต่มีคนไม่มากนักที่จะเข้าใจและใช้ได้อย่างถูกต้อง อาจด้วยความสับสนกับคำว่า “เสรีกัญชา” ที่ประเทศไทยใช้เรียกร้องเรื่องกัญชากันมาอย่างยาวนาน หรืออาจยังไม่เข้าใจไอเดียพื้นฐานของมันก็เป็นได้

 

คำว่า “เสรีกัญชา” หมายถึง Free Market หรือ การค้าเสรี ใครคิดที่จะ เสพ ซื้อ ขาย ปลูก ผลิต มากแค่ไหน ที่ใด เวลาใด ก็ทำได้ตามใจไม่มีกฎเกณฑ์ใดมาจำกัด ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดได้จริงในกรณีกัญชา ไม่ใช่พื้นฐานของนโยบายที่สังคมโลกใช้ และยังเป็นสิ่งที่สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก จนหลายครั้งคำพูดติดปากนี้ทำให้เกิดการต่อต้าน โดยการขาดความเข้าใจของสังคม

 

ไอเดียของ Decriminalize และ Legalize นั้นไม่ใช่การสนับสนุนให้ผู้คนใช้กัญชาหรือยาเสพติดกันอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นนโยบายที่ใช้จัดการกับปัญหายาเสพติดในมุมมองของสุขภาพ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์เป็นหลัก ซึ่งมีหลายประเทศได้หยิบมาใช้แล้ว  โดยเฉพาะกับกรณีของกัญชา

 

Decriminalize หมายถึง การไม่เป็นอาชญากรรม ไอเดียหลักของมันคือ การไม่มีโทษทางอาญาของการกระทำผิดนั้น แต่ใช่ว่าการกระทำนั้นจะไม่มีความผิด ยกตัวอย่างเช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด เป็นการกระทำที่ต้องห้าม ผู้ฝ่าฝืนจะถือว่ากระทำความผิด แต่จะไม่มีการลงโทษทางอาญา อาจมีเพียงโทษปรับเล็กน้อย

 

ในกรณีของกัญชา การ Decriminalize จะใช้กับผู้เสพเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้ผลิต หรือผู้ทำการค้าหาผลประโยชน์อื่นๆ การเสพกัญชา การมีไว้ในครอบครอง หรือ ปลูกในปริมาณที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดเล็กน้อย อาจมีการลงโทษสถานเบา เช่น ห้ามเดินทาง หรือบำเพ็ญประโยชน์ การปฎิบัติต่อผู้กระทำผิดจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องสุขภาพมากกว่า  อาจมีการเชิญชวนให้ลด หรือเลิกการใช้ มีการคัดกรองทางด้านสุขภาพเพื่อการบำบัดรักษาตามความเหมาะสม ส่วนผู้ผลิต หรือ ผู้ค้ารายใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมจะยังคงความผิดทางอาญาไว้เช่นเดิม

 

ส่วนไอเดียของการ Legalize (ถูกกฎหมาย) นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การจัดการ Supply (อุปทาน)  หรือ การขายสินค้า เพื่อที่จะสามารถกำหนดปริมาณ และราคาของสินค้าในตลาดได้ เรียกเต็มๆว่า “Legal Regulation”

 

ตัวอย่างของ Legal Regulation ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ยาเสพติดถูกกฎหมายที่วางขายอยู่ตามร้านสะดวกซื้ออย่าง สุราและยาสูบ เหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมหลายๆ อย่าง ทั้งการผลิต การห้ามโฆษณา การจำกัดอายุผู้ซื้อ ฯลฯ

 

ในกรณีของกัญชาก็เช่นเดียวกัน การทำให้กัญชาถูกกฎหมายเป็นเรื่องของการจัดการกับตัวอุปทานเพื่อเข้าแทรกแซงกลไกของกัญชาในตลาดมืด ด้วยการทำให้กัญชาถูกกฎหมายทั้งในแง่ของการผลิตและการเสพ และใช้ข้อกำหนดของกฎหมายต่างๆ เพื่อควบคุมและจัดเก็บภาษี เช่น ผู้ผลิตต้องมีใบอนุญาต  กำหนดจำนวนการผลิต กำหนดสถานที่ผลิต ที่ขาย จำนวนการขาย อัตราภาษี อายุของผู้ซื้อ ฯลฯ

 

สิ่งที่ต้องยอมรับคือ Criminalize หรือการทำให้เป็นอาชญากรรมที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นล้มเหลว การทำสงครามยาเสพติดนั้นล้มเหลว นอกจากจำนวนผู้ติดยาเสพติดจะไม่ลดลงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมายเช่น ปัญหาจำนวนนักโทษล้นคุก จำนวนคดีล้นศาล ปัญหาผู้ที่เคยติดคุกออกไปก่อคดีที่รุนแรงกว่าเดิม เรือนจำกลายเป็นโรงเรียนสอนอาชญากรรมแทน ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ ปัญหาการสิ้นเปลืองงบประมาณในการปราบปรามและดำเนินคดี ปัญหาการดูหมิ่นตีตราผู้เสพยาเสพติดทำให้ขาดโอกาสทางสังคม และปัญหาอื่นๆ ที่กลายเป็นปัญหาเชิงระบบอีกมากมาย

 

การแก้ไขอะไรซักอย่าง อาจต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความล้มเหลวในอดีตให้ได้เสียก่อน มิใช่ทำสิ่งเดิมเพื่อหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง ดั่งที่ อัลเบิร์ด ไอสไตน์เคยกล่าวไว้ “มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”

 

โดย Highlander